Travel

ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี : รีวิวเส้นทาง เที่ยวญี่ปุ่น ตามรอยใบไม้แดง The Golden Route จาก โอซาก้า ถึง โตเกียว

ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี | Japan Autumn

เมื่อนึกถึง ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หลายๆครั้งเรามักจะได้ยินเพื่อนๆช่วนกันไปเที่ยว และใช้คำว่า เที่ยวญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งเป็นการใช้คำทดแทน จาก ฤดูใบไม้ร่วง กลาย เป็น ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งเป็นที่เข้าใจตรงกันว่า เป็นการเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยช่วงเวลาในการเที่ยวของแต่ละจุดท่องเที่ยว ถ้าไปเร็วเกินไปก็จะแค่ได้ไปเที่ยวแต่ใบไม้ยังไม่เปลี่ยนสี หรือ ถ้าไปช้าเกินไปก็จะเห็นแต่ใบไม้ร่วง ดังนั้นเนื้อหาในบทความนี้จึงเน้นไปที่การรีวิว ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี ที่มีโอกาสเห็น ใบไม้เปลี่ยนสี ในทุกๆที่ที่ได้ไปในทริปเดียว โดยเป็นการตั้งต้นเที่ยวจาก โอซาก้า, เกียวโต, มิเอะ, ไอจิ(นาโกย่า), ยามานาชิ, คามาคุระ, และ ไปจบทริปที่ โตเกียว

ช่วงเวลาที่เหมาะสม ในการเที่ยวญี่ปุ่น เพื่อใบดูใบไม้เปลี่ยนสี (ตามรอยใบไม้แดง จาก โอซาก้า ถึง โตเกียว) | Time To Travel Japan Autumn

สำหรับการรีวิวนี้ เราจะเริ่มเที่ยวจาก โอซาก้า และ เดินทางไปทางตะวันออกเรื่อยๆ จนจบทริปที่ โตเกียว และจะเป็นการเที่ยวทั้งหมด 6วัน 5คืน เพราะฉนั้นการวางแผนการเดินทางเพื่อให้ได้ชมใบไม้เปลี่ยนสี ตลอดทริปอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเลือกวันเดินทางให้ดี

โดยอาศัยจากการพยากรณ์ หรือ การคาดการณ์ล่วงหน้า จากเว็ปพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสีต่างๆ และ จากประสบการณ์ตรงที่เราได้เคยจัด ทริปชมใบไม้เปลี่ยนสี ในปีที่ผ่านๆมาเป็นหลัก และพอจะคะเนได้ว่า วันที่ที่เหมาะสมในการ จัดทริปแบบนี้ จะอยู่ในช่วงพีเรียด ตั้งแต่ วันที่ 21 พฤศจิกายน เป็นต้นไป หรือ ในบางปีอาจจะขยับเป็นวันที่ 22 หรือ 23 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ก็ถือว่ากำลังเหมาะสม

แต่นักท่องเที่ยวอาจจะต้องทำความเข้าใจเล็กน้อยว่า การเที่ยวในฤดูกาลนี้ ไม่มีใคร คาดการณ์ได้แม่นยำ 100% แต่ที่ผ่านๆมา 80-90% ถือว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ในการจัดทริปแบบต่อเนื่อง เพราะเราจะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสี ในทุกๆเมืองที่เราเดินทางท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องทุกวัน รวมถึงได้เห็น ซากุระ 4 ฤดู (ชิกิซากุระ) ที่โอบาระ พร้อมกันในทริปเดียว รวมถึงในช่วงปลายทริป ที่เราเดินทางเข้าสู่ โตเกียว เราก็ยังสามารถเห็น ใบแปะก๊วยสีเหลือง ที่ถนนสายแปะก๊วย อิโชนามิกิ (Jingu Gaien Ginkgo Avenue) ด้วยเช่นกัน

Contents Hilight

การเลือกสายการบิน ในการไปเที่ยว ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี ในเดือนพฤศจิกายน | How to choose an airline for an autumn leaf trip in Japan?

ในทริปนี้เราเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นที่โอซาก้า โดยเข้าทาง สนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) เป็นจุดแรก และ การเดินทางกลับมายังประเทศไทย เราเดินทางกลับ จาก โตเกียว หรือ สนามบินนานาชาตินาริตะ (NRT) เป็นหลัก ดังนั้น สายการบินที่เลือก ใช้สำหรับ ขาไปยังโอซาก้า สามารถ เลือก ได้หลายสายการบิน เช่น การบินไทย (TG), ออลนิปปอนแอร์เวย์ (All Nippon Airways) ANA, สายการบิน Thai AirAsia X (XJ) เหตุก็เพราะว่า ตอนขาไป จะออกเดินทาง จาก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK) ในช่วงดึก และ บินถึง สนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) ในตอนเช้า

ส่วนขากลับ ก็เช่นเดียวกัน สามารถ เลือกสายการบิน จาก 3 สายการบินข้างต้นได้ แต่ เวลากลับ ของ AirAsia X ในช่วงนี้ เวลากลับยังเป็นช่วงเช้า จึงทำให้เวลาในการเที่ยวลดลงเล็กน้อยในวันสุดท้าย จึงเป็นเหตุให้เป็นตัวเลือกที่ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ส่วนสายการบิน ZIPAIR การเดินทางออกจาก กรุงเทพ เข้า โอซาก้า เป็นไฟล์ทบินใน ตอนเย็น และไปถึงดึก จึงยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่

สำหรับทริปนี้จึงเลือกทำ รายการท่องเที่ยว โดยเน้นไปที่เวลาบินของสายการบินไทย (TG) เป็นหลัก

เริ่มต้นเที่ยววันแรก น้ำตกมิโน ปราสาทโอซาก้า และ ชินไซบาชิ | Day1: Minoh Waterfall, Osaka Castle, Shinsaibashi-Suji

จุดท่องเที่ยว 1. น้ำตกมิโน หรือ น้ำตกมิโนะ (Minoh Waterfall)

หลังจาก ออกจากสนามบินนานาชาติคันไซเป็นที่เรียบร้อย แล้ว เราจะเดินทางไปยัง น้ำตกมิโน หรือ น้ำตกมิโนะ ระยะเวลาในการเดินทาง จากสนามบิน ไปยัง จุดจอดรถของ Minoh Park ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 1.30 hr จากจุดจอดรถเดิน ประมาณ 150 เมตรจะถึงป้ายทางลงไปยังตัวน้ำตก ที่ป้ายจะเขียนว่า ระยะทางไปยังทางลง 510 เมตร

ซึ่งสามารถเล่นเพลินๆไปยังตัวน้ำตก โดยใช้เวลาในการเดินไปถ่ายรูปไปตลอดทาง ใช้เวลาในการเดิน ประมาณ 20 นาที แบบไม่เร่งรีบโดยตลอดทาง จะมีอากาศเย็นๆกำลังดี ได้ยินเสียงน้ำตกและเสียงลมปะทะแนวต้นไม้ ได้ฟิลสดชื่นมากๆ และมีจุดสวยๆให้ถ่ายรูปได้ตลอดทาง

หลังจากเดินลงมาจากจุดจอดรถตลอดระยะทางเดิน 510 เมตรที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าร่มรื่นและมีวิวสวยๆให้ดูตลอดทาง เราก็จะลงมาถึงตัวน้ำตกมิโนะ (Minoh Waterfall) ซึ่งก็ถือว่าเป็นไฮไลท์ของ Minoh Park หรือหุบเขามิโนะ เสน่ห์ของที่นี่คือเราจะเห็นตัวน้ำตกอยู่คู่กับสะพานแดง ถ้าเป็นวันเสาร์ หรือวันอาทิตย์ คนจะเยอะพอสมควร เมื่อถึงตรงนี้ ก็อิสระถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย

น้ำตกมิโน (Minoh Waterfall) ซึ่งมีความกว้าง 5 เมตร และสูง 33 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 100 – 600 เมตร เต็มไปด้วยพรรณไม้และแมลงนานาชนิด จริงๆแล้วถ้าเดินทางโดยรถไฟจากตัวเมืองโอซาก้า มาที่นี่ สามารถนั่งรถไฟของ Hankyu จากสถานี UMEDA (HANKYU) ค่ารถ 270 เยน มาลงที่สถานีมิโนะ แล้วเดินเข้ามาที่ตัวน้ำตกก็ได้เหมือนกัน …แต่ ระยะทางในการเดิน ประมาณ 3 km ครับ แต่ถ้ามากับทัวร์ โดยเฉพาะในทริปที่เรารีวิวนี้ ซึ่งเป็น ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี เราจะใช้รถโค๊ท ไปจอดที่จุดจอดรถด้านบน และเดินเพียง 510 เมตรเท่านั้น

จุดท่องเที่ยว 2. ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

ประวัติแบบคร่าวๆ ปราสาทโอซาก้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1583 โดย โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ สั่งให้มีการก่อสร้าง ปราสาทโอซากะ ที่บริเวณ วัดอิชิยามะฮงกัน โดยนำแบบผังมาจาก ปราสาทอาซูจิ อันเป็นศูนย์บัญชาการหลักของ โอดะ โนบูนางะ โทโยโตมิต้องการจะสร้างให้เหมือนกับ ปราสาทอาซูจิ แต่สุดท้ายแล้วกลับโดดเด่นกว่า โดยหอคอยหลักมี 5 ชั้น และมีชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น มีใบไม้ทองที่ด้านข้างของปราสาท ทำให้ตัวปราสาทสวยงามโดดเด่นประทับใจผู้พบเห็น ในปี ค.ศ. 1585 เมื่อตัวปราสาทแล้วเสร็จ โทโยโตมิจึงเริ่มแผนขยายตัวปราสาทเพิ่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก จนประทั่งในปี ค.ศ. 1597 การก่อสร้างได้แล้วเสร็จและฮิเดโยชิได้เสียชีวิตลง ตัวปราสาทจึงตกเป็นของบุตรของฮิเดโยชิ คือ โทโยโตมิ ฮิเดโยริ แต่ 30 ปีให้หลังก็ถูก โทกุงาวะ อิเอยะสุ ทําลายลง แล้วสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง

ในช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณปราสาทโอซาก้าเป็นคลังแสงและเป็นแหล่งผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของญี่ปุ่น มีคนงานกว่า 60,000 คน และเป็นเป้าหมายการโจมตีทางอากาศของฝ่ายพันธมิตรด้วย ทำให้ปราสาทโอซากะเสียหายอย่างหนักในช่วงท้ายสงครามเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945 จากการทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ คลังแสงเสียหายไปร้อยละ 90 และคนงานเสียชีวิต 382 คน

ในปี ค.ศ. 1995 เทศบาลนครโอซากะเริ่มต้นโครงการบูรณะปราสาทโอซากะอีกครั้ง โดยให้ภายนอกยังคงความเป็น ยุคเอโดะ แผนการบูรณะแล้วเสร็จในปี 1997 ตัวปราสาทมีความทันสมัยขึ้นมาก มีลิฟต์ติดตั้งภายในและมีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบสมัยใหม่มากมาย คูน้ำกับกําแพงที่เป็นของเดิมยังคงสภาพดีอยู่มาก ตัวปราสาทก็ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จในปี1997

ปัจจุบันเป็นป้อมปราการสูงห้าชั้นจําลองแบบจากของเดิม ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษา ศิลปะวัตถุโบราณหลายชิ้น ทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตระกูลโทโยโทมิและโอซาก้าในอดีต ปราสาทโอซาก้า ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พำนักของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ผู้รวมญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวในสมัยนั้น กำแพงหินและยากุระ (หอสังเกตุการณ์) ที่เห็นนี้ จึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในสมัยเอโดะ ส่วนตัวปราสาทก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด

ปราสาทโอซากะมีสิ่งก่อสร้าง 13 อย่างที่รัฐบาลญี่ปุ่นระบุให้เป็นทรัพย์สมบัติสำคัญในทางวัฒนธรรม สิ่งที่มีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษคือ ประตูขนาดใหญ่และและป้อมปราการที่อยู่ตามคูกำแพงเมืองรอบนอก กำแพงสูงชันที่สูงเกือบถึง 30 เมตร นั้นทำมาจากก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งส่งเข้ามาในโอซากะจากเหมืองที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 100 กิโลเมตร สิ่งที่น่าสนใจยังรวมถึง หลังคารูปปลาโลมาแปดตัวของหอและหลังคาอยู่ประดับไปด้วยกระเบื้อง และแกะสลักเป็นรูปเสือ ซึ่งทั้งหมดถูกชุบด้วยทองคำ

ทางเลือกเพิ่มเติม จุดท่องเที่ยวที่ 2 : วัดคัตสึโอจิ วัดดารุมะแห่งชัยชนะ | Katsuo-ji Temple

หลังจากเดินชมบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีที่ น้ำตกมิโนะ (Minoh Waterfall) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งเส้นทางที่สามารถจัดแทรกเข้ามาในโปรแกรมช่วงบ่ายได้อย่างน่าสนใจ คือการเดินทางต่อไปยัง วัดคัตสึโอจิ (Katsuo-ji Temple) วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบทางตอนเหนือของโอซาก้า วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่อง “ดารุมะ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น ความสำเร็จ และการเอาชนะอุปสรรคในชีวิต

คัตสึโอจิเป็นวัดที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี โดยมีรากฐานมาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยนารา บรรยากาศของวัดแตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองโอซาก้าอย่างชัดเจน เพราะตัววัดตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขาที่ร่มรื่น มีทางเดิน สวน สระน้ำ และมุมถ่ายภาพที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ สำหรับทริปใบไม้เปลี่ยนสี วัดคัตสึโอจิถือเป็นจุดที่ให้บรรยากาศสงบกว่าปราสาทโอซาก้า และเหมาะกับคนที่อยากสัมผัสโอซาก้าในมุมธรรมชาติและวัฒนธรรมมากขึ้น

จุดเด่นที่ทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่จดจำ คือ ตุ๊กตาดารุมะสีแดงจำนวนมาก ที่ถูกวางอยู่ตามจุดต่าง ๆ ภายในวัด ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ บางตัวถูกวางไว้ตามราวบันได ขอบกำแพง มุมสวน และบริเวณทางเดิน ทำให้ทุกมุมของวัดดูมีเอกลักษณ์และถ่ายภาพออกมาได้สวยมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง สีแดงของดารุมะจะตัดกับสีแดง ส้ม และเหลืองของใบไม้เปลี่ยนสี เกิดเป็นภาพที่มีบรรยากาศญี่ปุ่นชัดเจนมากครับ

เที่ยว คัตสึโอจิ ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี สวยสงบและถ่ายภาพง่าย

ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน บรรยากาศรอบ วัดคัตสึโอจิ จะสวยเป็นพิเศษ เพราะต้นไม้ภายในวัดและภูเขารอบ ๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลือง ทำให้เส้นทางเดินภายในวัดมีสีสันอบอุ่นมากขึ้น เมื่อรวมกับตุ๊กตาดารุมะสีแดงที่อยู่ตามจุดต่าง ๆ ภาพที่ได้จะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีทั่วไป

จุดที่น่าสนใจสำหรับการถ่ายภาพ คือบริเวณทางเดินเข้าสู่วัด สระน้ำ สะพาน บันได และมุมที่มีดารุมะเรียงอยู่จำนวนมาก หากอากาศดีและมีแสงแดดอ่อน ๆ สีของใบไม้และดารุมะจะยิ่งดูสดขึ้นมาก แนะนำให้ถ่ายทั้งภาพมุมกว้างที่เห็นบรรยากาศของวัด และภาพรายละเอียดของดารุมะกับใบไม้แดง เพื่อให้ได้ชุดภาพที่หลากหลาย

หากจัด วัดคัตสึโอจิเป็นจุดท่องเที่ยวที่ 2 แทนที่ ปราสาทโอซาก้า เส้นทางวันนี้จะมีอารมณ์ที่ต่อเนื่องกันดีมาก เพราะช่วงเช้าเริ่มจากธรรมชาติของน้ำตกมิโนะ แล้วช่วงบ่ายต่อด้วยวัดกลางหุบเขาที่มีใบไม้เปลี่ยนสีและดารุมะเป็นจุดเด่น ก่อนปิดท้ายด้วยบรรยากาศเมืองและการช้อปปิ้งที่ชินไซบาชิ ถือเป็นอีกทางเลือกที่ทำให้วันแรกของทริปมีความพิเศษและแตกต่างจากเส้นทางโอซาก้าทั่วไปครับ

จุดท่องเที่ยว 3. ย่านชินไซบาชิ | Shinsaibashi-Suji

ย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi-Suji) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองโอซาก้า (Osaka) เป็นย่านร้านค้าที่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับ ย่านโดทงโบริ อาณาเขตตั้งแต่จากสถานี Shinsaibashi ยาวมาจนถึงบริเวณสะพานเอบิสึ ตรงกลางของย่านโดทงโบริ (Dotonbori) ซึ่งย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi) อยู่ใกล้กับทั้งนัมบะ (namba) และ โดทงโบริ (Dotonbori) อันเป็นย่านยอดฮิตของโอซาก้า เรียกได้ว่าถ้ามาเที่ยวที่ชินไซบาชิก็สามารถเที่ยวต่ออีกสองย่านได้แบบง่ายๆ ถือย่านสุดฮอตของเหล่านักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้ และถ้ามาโอซาก้าแล้วไม่มาเที่ยวย่านนี้ถือว่ามาไม่ถึง เนื่องจากเป็นย่านศูนย์กลางการช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมืองโอซาก้าและภูมิภาคคันไซทีเดียว โดยจะมี หลายช้อปปิ้งสตรีทรวมตัวกัน อยู่ระหว่างสถานีรถไฟนัมบะ(Namba) และสถานีรถไฟชินไซบาชิ(Shinsaibashi Station) เป็นรวบรวมแหล่งบันเทิงต่างๆ ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้ามากมายให้ได้เลือกช๊อปกันอย่างจุใจ

หากจะลองเดิน คร่าวๆ จากย่านนัมบะ เริ่มที่ Big Camera Numba ข้ามถนน มาฝั่ง โดทงโบริ แวะไปไหว้พระที่ วัดโฮเซ็นจิ (法善寺) แล้วเดินมาที่ Meeting Point (ป้ายกูลิโกะ) เดิน ไปร้านดองกี้ และ เดิมมา โรงแรม ครอส โอเทล รวมๆแล้ว เดิน 1 รอบแบบ Survey เร็วๆ ระยะทางประมาณ 1.3 km ใช้เวลาเดินประมาณ 16 นาที แบบเหงื่อซึ่ม แต่ถ้าเราจะเดินช้อปปิ้ง เดินถ่ายรูป น่าจะมีเวลาที่นี่ ประมาณ 3-4 hr เป็นอย่างน้อย และสำหรับบางคนที่เป็นสายช้อป สายชิม สาย Photographer อยู่ทั้งวันก็ยังไม่น่าเบื่อ

ภายในย่านนี้จะมีทั้งร้านเก่าแก่ขนาดเล็กตั้งปะปนอยู่กับห้างใหญ่มีสินค้าหลากหลายรูปแบบทั้งสําหรับเด็ก และผู้ใหญ่ ซึ่งย่านนี้ถือว่าเป็นย่านแสงสีและบันเทิงชั้นนําแห่งหนึ่งของนครโอซาก้า อีกทั้งยังมีร้านอาหารทะเลขึ้นชื่อมากมาย ซึ่งเสน่ห์อย่างหนึ่งคือ ทุกร้านจะประดับประดาร้านของตนด้วยแสงไฟนีออนซึ่งจัดทําให้เป็นรูปปูกุ้ง และปลาหมึก ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสนใจและแวะถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกอย่างมาก และร้านค้าทุกแห่ง จะพยายามสร้างจุดเด่นให้แก่ร้านของตนให้ได้มากที่สุด เพื่อดึงดูดลูกค้า ให้เข้ามาใช้บริการ สัญลักษณ์เด่นของย่านนี้คือ ตึกรูปเครื่องหมายการค้าของ กูลิโกะ ผลิตภัณฑ์ขนมชื่อดังจากญี่ปุ่นนั่นเอง

เที่ยววันที่สอง เกียวโต(1) ใบไม้เปลี่ยนสี อาราชิยาม่า วัดเทนริวจิ ป่าไผ่, วัดคินคาคุจิ, และฟูชิมิอินาริ | Day 2 Kyoto Autumn Route

สำหรับวันที่สองของทริปนี้ เราจะเริ่มต้นเข้าสู่บรรยากาศของเกียวโตอย่างเต็มตัว โดยเส้นทางวันนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในวันที่สวยและมีจังหวะการเที่ยวค่อนข้างลงตัว เพราะเราเริ่มจากฝั่งตะวันตกของเมืองเกียวโตที่ อาราชิยาม่า (Arashiyama) ก่อน แล้วค่อยไล่กลับเข้าเมืองไปยัง วัดคินคาคุจิ (Kinkakuji) และปิดท้ายด้วย ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Taisha) ก่อนเดินทางต่อไปยังทะเลสาบบีวาโกะ เพื่อเข้าพักเรียวกังออนเซ็นในบรรยากาศสงบ ๆ

วันนี้เป็นวันที่เหมาะมากสำหรับคนที่อยากสัมผัสเกียวโตแบบครบหลายอารมณ์ในวันเดียว ทั้งธรรมชาติริมแม่น้ำ ป่าไผ่ วัดมรดกโลก ศาลาทองกลางสวนญี่ปุ่น และอุโมงค์เสาโทริอิสีแดงที่เป็นภาพจำของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เส้นทางนี้จะยิ่งสวยเป็นพิเศษ เพราะแต่ละจุดมีองค์ประกอบของใบไม้เปลี่ยนสีที่แตกต่างกัน อาราชิยาม่าจะให้ภาพภูเขาและแม่น้ำ วัดคินคาคุจิจะเด่นที่ศาลาทองสะท้อนน้ำ ส่วนฟูชิมิอินาริจะให้ภาพเสาโทริอิสีแดงตัดกับแสงเย็นและบรรยากาศศาลเจ้าญี่ปุ่น

ถ้ามองในมุมของการจัดเส้นทาง วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ต้องบริหารเวลาให้ดี เพราะแต่ละจุดเป็นสถานที่ยอดนิยมระดับต้น ๆ ของเกียวโต นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะอาราชิยาม่าและฟูชิมิอินาริ ดังนั้นการเริ่มเที่ยวช่วงเช้า ใช้เวลาในแต่ละจุดอย่างพอดี และเว้นจังหวะสำหรับมื้อกลางวัน จะช่วยให้ทริปวันนี้ไม่เร่งจนเกินไป และยังมีเวลาถ่ายภาพในแต่ละจุดได้อย่างสบายครับ

จุดท่องเที่ยว 1. อาราชิยาม่า เกียวโต จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยครบทั้งภูเขา แม่น้ำ และย่านโบราณ

หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราจะออกเดินทางไปยัง อาราชิยาม่า (Arashiyama) ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเกียวโต จุดเด่นของที่นี่คือเป็นพื้นที่ที่รวมทั้งธรรมชาติ วัดเก่าแก่ ร้านค้าเล็ก ๆ ทางเดินริมแม่น้ำ และบรรยากาศแบบเมืองโบราณเอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในฤดูใบไม้ผลิที่นี่จะสวยด้วยซากุระ ส่วนในฤดูใบไม้ร่วง อาราชิยาม่าจะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นภูเขาใบไม้แดง สีส้ม สีเหลือง และสีน้ำตาลอบอุ่น ดูสวยงามมากเป็นพิเศษ

จุดที่เป็นภาพจำของอาราชิยาม่าคือ สะพานโทเง็ทสึเคียว (Togetsukyo Bridge) หรือสะพานชมจันทร์ สะพานนี้ทอดข้ามแม่น้ำโฮซึ โดยมีภูเขาอาราชิยาม่าเป็นฉากหลัง ถ้าเดินทางมาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ภูเขาด้านหลังสะพานจะมีสีสันไล่ระดับสวยงาม ทำให้บริเวณนี้เป็นมุมถ่ายภาพที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะภาพมุมกว้างที่เก็บทั้งสะพาน แม่น้ำ และภูเขาไว้ในเฟรมเดียวกัน

เสน่ห์ของอาราชิยาม่าไม่ได้อยู่แค่การถ่ายรูปกับสะพานเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่จังหวะการเดินเล่นแบบไม่เร่งรีบ ระหว่างทางจะมีร้านขนม ร้านของฝาก คาเฟ่ และทางเดินเล็ก ๆ ที่ให้บรรยากาศแบบเกียวโตเก่า หากมาเป็นกรุ๊ปทัวร์ แนะนำให้กำหนดจุดนัดหมายให้ชัด เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้างและผู้คนหนาแน่นในช่วงฤดูท่องเที่ยว การเผื่อเวลาเดินเล่น ถ่ายภาพ และเข้าห้องน้ำก่อนเดินต่อไปยังวัดเทนริวจิหรือป่าไผ่ จะช่วยให้โปรแกรมวันนี้ไหลลื่นขึ้นมากครับ

จุดท่องเที่ยว 2. วัดเทนริวจิ และสวนโซเง็นฉิ ความงามแบบเซนในอาราชิยาม่า

จากบริเวณอาราชิยาม่า เราจะพาเดินต่อไปยัง วัดเทนริวจิ (Tenryu-ji) วัดเก่าแก่ของนิกายเซนที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของเกียวโต และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1345 เพื่ออุทิศให้แก่พระจักรพรรดิโกะ-ไดโงะ จุดเด่นของวัดไม่ได้อยู่เฉพาะตัวอาคารเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่สวนญี่ปุ่นซึ่งมีบรรยากาศสงบและออกแบบได้อย่างลึกซึ้งตามแนวคิดของเซน

ภายในวัดมี สวนโซเง็นฉิ (Sogenchi Garden) ซึ่งเป็นสวนดั้งเดิมที่ยังคงรูปแบบมาตั้งแต่ยุคแรกของวัด ความสวยของสวนนี้คือการจัดวางสระน้ำ หิน ต้นไม้ และฉากหลังของภูเขาให้ดูต่อเนื่องเป็นภาพเดียวกัน ในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้รอบสวนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงและเหลือง ทำให้บรรยากาศของวัดดูนุ่มลึกและมีมิติมากขึ้น เป็นจุดที่เหมาะกับการเดินช้า ๆ ชมรายละเอียด และถ่ายภาพในโทนสงบกว่าบริเวณสะพานโทเง็ทสึเคียวที่ผู้คนคึกคักกว่า

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายภาพ วัดเทนริวจิเป็นจุดที่ควรใช้เลนส์ช่วงกลางหรือเลนส์ไวด์พอประมาณ เพื่อเก็บองค์ประกอบของสวนและฉากหลังให้ครบ หากเป็นช่วงที่คนเยอะ ควรรอจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้ได้ภาพที่โล่งขึ้น และควรระวังการเดินย้อนเส้นทางหรือหยุดถ่ายภาพบริเวณทางเดินแคบ ๆ เพราะพื้นที่บางช่วงมีนักท่องเที่ยวเดินต่อเนื่องตลอดเวลา

จุดท่องเที่ยว 3. ป่าไผ่อาราชิยาม่า เส้นทางเดินที่ให้บรรยากาศสงบและสดชื่นตลอดปี

ไม่ไกลจากวัดเทนริวจิ คือหนึ่งในไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนอยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง นั่นคือ ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Grove) หรือทางเดินป่าไผ่ที่มีต้นไผ่สูงเรียงตัวสองข้างทาง บรรยากาศของที่นี่แตกต่างจากจุดอื่นในเกียวโตอย่างชัดเจน เพราะแม้อยู่ในย่านท่องเที่ยวที่มีคนมาก แต่เมื่อเดินเข้าสู่แนวป่าไผ่ จะรู้สึกเหมือนเสียงรอบตัวเบาลง แสงแดดถูกกรองผ่านลำต้นไผ่ ทำให้เกิดความรู้สึกเย็น สงบ และสดชื่น

จุดนี้เป็นมุมถ่ายภาพยอดนิยมมาก โดยเฉพาะภาพทางเดินที่มีแนวไผ่สูงพุ่งขึ้นไปด้านบน หากต้องการได้ภาพที่โล่งที่สุด ควรมาเช้าหรือรอจังหวะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวเดินผ่านไปก่อน แต่ถ้าเดินทางตามโปรแกรมทัวร์ในช่วงสาย ก็ยังสามารถเก็บภาพบรรยากาศได้ดี เพียงแต่ควรเลือกมุมถ่ายแบบเฉียง หรือลดการเก็บพื้นที่ทางเดินด้านล่าง เพื่อหลีกเลี่ยงคนจำนวนมากในภาพ

สิ่งที่ควรระวังคือบริเวณป่าไผ่มีทางเดินไม่กว้างมาก และนักท่องเที่ยวมักหยุดถ่ายภาพเป็นระยะ หากมากันเป็นคณะควรเดินชิดข้างทาง ไม่ยืนรวมกลุ่มกลางทางเดิน และควรกำหนดเวลานัดหมายให้ชัดเจน เพราะบางคนอาจใช้เวลาถ่ายภาพนานกว่าที่คิด หลังจากชมป่าไผ่แล้ว โปรแกรมจะเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อพักก่อนเข้าสู่เส้นทางเที่ยวช่วงบ่ายครับ

จุดท่องเที่ยว 4. วัดคินคาคุจิ ศาลาทองแห่งเกียวโต สัญลักษณ์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

ช่วงบ่ายเราจะเดินทางไปยัง วัดคินคาคุจิ (Kinkakuji) หรือชื่อทางการคือ วัดโรคุอนจิ (Rokuon-ji) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเกียวโต จุดเด่นของวัดคือศาลาทองสามชั้นที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำ ท่ามกลางสวนญี่ปุ่นที่จัดวางอย่างงดงาม ตัวอาคารสะท้อนบนผิวน้ำ ทำให้เกิดภาพที่ดูสมดุลและเป็นเอกลักษณ์มาก ไม่ว่าจะมาในฤดูกาลไหน วัดคินคาคุจิก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สร้างความประทับใจได้เสมอ

ศาลาทองของวัดคินคาคุจิมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ เพราะแต่ละชั้นสะท้อนรูปแบบที่แตกต่างกัน ชั้นแรกได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบพระราชวัง ชั้นที่สองมีลักษณะแบบบ้านซามูไร และชั้นที่สามเป็นรูปแบบของวัดพุทธนิกายเซน เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของโชกุนอาชิคางะ โยชิมิตสึ ก่อนจะกลายมาเป็นวัดตามเจตนารมณ์ในภายหลัง และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1994

ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี วัดคินคาคุจิจะมีความพิเศษมากขึ้น เพราะสีทองของศาลาจะตัดกับสีแดง ส้ม และเหลืองของใบไม้รอบสวน ทำให้ภาพดูอบอุ่นและมีความเป็นเกียวโตอย่างชัดเจน จุดถ่ายภาพหลักมักจะอยู่บริเวณด้านหน้าสระน้ำ ซึ่งเป็นมุมที่เห็นศาลาทองและเงาสะท้อนพร้อมกัน แนะนำให้เผื่อเวลารอจังหวะถ่ายภาพ เพราะบริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากตลอดวัน และควรเดินตามทางที่วัดกำหนด เนื่องจากเส้นทางภายในเป็นแบบเดินวนทางเดียวในหลายช่วง

จุดท่องเที่ยว 5. ฟูชิมิอินาริ เสาโทริอิสีแดงนับพันต้น และบรรยากาศศาลเจ้าที่มีเอกลักษณ์

หลังจากชมวัดคินคาคุจิแล้ว เราจะเดินทางต่อไปยัง ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Taisha) หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 711 และอุทิศแด่เทพอินาริ เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ การเกษตร และความสำเร็จทางธุรกิจ ภาพจำของที่นี่คือเสาโทริอิสีแดงจำนวนมากที่เรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ขึ้นไปตามไหล่เขาอินาริ ซึ่งเป็นหนึ่งในมุมถ่ายภาพที่โด่งดังที่สุดของเกียวโต

เมื่อเดินเข้าสู่บริเวณศาลเจ้า จะเห็นบรรยากาศที่แตกต่างจากวัดพุทธในช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน ทั้งสีแดงสดของเสาโทริอิ โคมไฟ ศาลย่อย และรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกที่ถือเป็นผู้ส่งสารของเทพอินาริ เส้นทางเดินด้านในสามารถเดินขึ้นไปได้ไกลตามไหล่เขา แต่สำหรับโปรแกรมทัวร์ทั่วไป มักจะเน้นเดินชมและถ่ายภาพในช่วงต้นของอุโมงค์โทริอิ ซึ่งใช้เวลาไม่มากเกินไปและเหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกวัย

จุดที่ควรระวังคือฟูชิมิอินาริเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแทบตลอดวัน โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็น การถ่ายภาพให้ได้มุมโล่งอาจต้องเดินลึกเข้าไปเล็กน้อย หรือรอจังหวะที่นักท่องเที่ยวเดินผ่านไปก่อน นอกจากนี้ทางเดินบางช่วงเป็นบันไดและทางลาด ควรสวมรองเท้าที่เดินสบาย และไม่ควรแยกตัวออกจากกลุ่มนานเกินไป เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้างและมีทางแยกหลายจุด

เดินทางสู่ทะเลสาบบีวาโกะ เข้าพักเรียวกังออนเซ็นส่วนตัวที่ Yuzanso

หลังจบโปรแกรมเที่ยวเกียวโตทั้งวัน เราจะเดินทางต่อไปยังบริเวณทะเลสาบบีวาโกะ เพื่อเข้าพักที่ Sato-yu Mukashibanashi Yuzanso เรียวกังบรรยากาศเงียบสงบที่มีชื่อเสียงด้านการบริการ ความเป็นส่วนตัว และการพักผ่อนแบบญี่ปุ่น จุดเด่นของที่พักคือห้องพักที่มีออนเซ็นส่วนตัวบริเวณระเบียง ทำให้สามารถแช่ออนเซ็นได้แบบสบาย ๆ โดยไม่ต้องรีบหรือกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว

การจัดให้พักเรียวกังหลังจากเที่ยวเกียวโตทั้งวันถือว่าเป็นจังหวะที่ดีมาก เพราะวันนี้เราจะเดินค่อนข้างเยอะ ทั้งอาราชิยาม่า วัดเทนริวจิ ป่าไผ่ วัดคินคาคุจิ และฟูชิมิอินาริ เมื่อมาถึงที่พักแล้ว การได้แช่ออนเซ็นส่วนตัวจะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงอากาศเย็นของฤดูใบไม้ร่วง บรรยากาศริมทะเลสาบบีวาโกะยังให้ความรู้สึกสงบและแตกต่างจากความคึกคักของเกียวโตในตอนกลางวัน

มื้อค่ำวันนี้เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบ ไคเซกิ (Kaiseki) ซึ่งเป็นชุดอาหารดั้งเดิมที่พิถีพิถันทั้งวัตถุดิบ รสชาติ ลำดับการเสิร์ฟ และการจัดวางบนภาชนะ สำหรับหลายท่าน มื้อนี้อาจเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่น่าจดจำของทริป เพราะไม่ได้เป็นเพียงการรับประทานอาหารเย็น แต่เป็นการสัมผัสวัฒนธรรมการต้อนรับแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง หลังอาหารค่ำสามารถกลับห้องพัก แช่ออนเซ็น และพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อเตรียมตัวสำหรับเส้นทางเที่ยววันถัดไปครับ

เที่ยววันที่สาม เกียวโต(2) ใบไม้เปลี่ยนสี โทฟุคุจิ วัดคิโยมิสึ และนาบานะโนะซาโตะ | Day 3 Kyoto Autumn & Nabana no Sato Illumination

วันที่สามของทริปนี้ เป็นอีกหนึ่งวันที่บรรยากาศของการเดินทางค่อนข้างพิเศษ เพราะช่วงเช้าเราจะย้อนกลับเข้าเกียวโตอีกครั้ง เพื่อเก็บสองจุดสำคัญของฤดูใบไม้เปลี่ยนสี คือ วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji Temple) และ วัดคิโยมิสึ (Kiyomizudera Temple) ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดมิเอะ เพื่อชมไฟประดับยามค่ำคืนที่ นาบานะโนะซาโตะ (なばなの里 / Nabana no Sato)

ถ้ามองในแง่การจัดเส้นทาง วันนี้ถือว่าเป็นวันที่มีความหลากหลายมาก เพราะครึ่งวันแรกเป็นบรรยากาศของเกียวโตแบบวัดเก่า สวนญี่ปุ่น สะพานไม้ และใบเมเปิลสีแดง ส่วนช่วงเย็นจะเปลี่ยนบรรยากาศไปเป็นสวนดอกไม้และอุโมงค์ไฟประดับขนาดใหญ่ ทำให้ในวันเดียวกันเราได้เห็นทั้งความงามของธรรมชาติกลางวัน และความอลังการของแสงไฟในช่วงกลางคืน

สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ วันนี้เป็นวันที่ควรเตรียมแบตเตอรี่กล้องหรือโทรศัพท์ให้พร้อม เพราะจุดถ่ายภาพค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะโทฟุคุจิในช่วงใบไม้แดง วัดคิโยมิสึที่มองเห็นวิวเมืองเกียวโต และนาบานะโนะซาโตะในช่วงเปิดไฟ Illumination ที่ต้องใช้กล้องหรือมือถือในสภาพแสงน้อย การเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมตั้งแต่เช้าจะช่วยให้เที่ยวได้สบายขึ้นมากครับ

จุดท่องเที่ยว 1. วัดโทฟุคุจิ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีอันดับต้น ๆ ของเกียวโต

หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราจะเดินทางจากบริเวณที่พักกลับเข้าสู่เกียวโตอีกครั้ง จุดแรกของวันนี้คือ วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji Temple) วัดเซนเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสถานีเกียวโต และเป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองนี้ วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1236 โดยได้รับอิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมจากวัดสำคัญในเมืองนาราอย่างโทไดจิและโคฟุคุจิ

ชื่อของวัดโทฟุคุจิก็น่าสนใจ เพราะมาจากการรวมชื่อของวัดใหญ่สองแห่งในนารา คือ โทไดจิ (Todaiji) และ โคฟุคุจิ (Kofukuji) สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการสร้างวัดให้เป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนานิกายเซนที่สำคัญของเกียวโต เมื่อเดินเข้ามาในพื้นที่วัด จะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ต่างจากวัดท่องเที่ยวทั่วไป เพราะที่นี่มีทั้งความเก่าแก่ ความสงบ และพื้นที่กว้างที่เหมาะกับการเดินชมอย่างไม่เร่งรีบ

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงราวเดือนพฤศจิกายน โทฟุคุจิจะสวยงามเป็นพิเศษ เพราะภายในบริเวณวัดมีต้นเมเปิลญี่ปุ่น หรือ คาเอเดะ (Kaede) จำนวนมากกว่า 2,000 ต้น เมื่อใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี พื้นที่รอบวัดจะกลายเป็นทะเลสีแดง สีส้ม และสีเหลือง โดยเฉพาะบริเวณหุบเล็ก ๆ และทางเดินใกล้สะพาน ซึ่งเป็นมุมที่นักท่องเที่ยวและช่างภาพนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต

สะพานสึเท็นเคียว มุมไฮไลต์ของวัดโทฟุคุจิที่ไม่ควรพลาด ถ้าพูดถึงวัดโทฟุคุจิในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จุดที่หลายคนอยากเห็นมากที่สุดก็คือ สะพานสึเท็นเคียว (Tsutenkyo Bridge) ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ทอดผ่านหุบเขาเล็ก ๆ ภายในวัด จากบริเวณสะพานนี้สามารถมองลงไปเห็นแนวต้นเมเปิลจำนวนมากที่เปลี่ยนสีพร้อมกัน ภาพที่ได้จะเป็นเหมือนพรมใบไม้แดงปกคลุมพื้นที่ด้านล่าง สวยงามมากโดยเฉพาะในช่วงที่ใบไม้กำลังพีค จุดนี้มักมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาแน่น โดยเฉพาะช่วงสายถึงเที่ยง ดังนั้นถ้ามาเป็นกรุ๊ปทัวร์ควรใช้เวลาตรงนี้อย่างมีจังหวะ ไม่ยืนถ่ายภาพนานเกินไปบริเวณกลางสะพาน เพราะจะมีนักท่องเที่ยวเดินผ่านตลอดเวลา แนะนำให้ถ่ายภาพมุมกว้างก่อน แล้วค่อยหามุมด้านข้างหรือมุมที่เห็นแนวใบไม้เป็นฉากหลัง เพื่อให้ได้ภาพที่หลากหลายขึ้น

อีกหนึ่งจุดสำคัญของวัดโทฟุคุจิคือ ประตูซันมง (Sanmon Gate) ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในช่วงต้นสมัยมุโรมาจิและแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1425 ประตูนี้มีความสูงประมาณ 22 เมตร เป็นอาคารสองชั้น และได้รับการกำหนดให้เป็นสมบัติแห่งชาติของญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในประตูหลักของวัดเซนที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศญี่ปุ่น หากมีเวลา ควรเดินชมบริเวณนี้ด้วย เพราะเป็นจุดที่ช่วยให้เห็นมิติทางประวัติศาสตร์ของวัดโทฟุคุจิได้ชัดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่มาเพื่อชมใบไม้แดงเท่านั้นครับ

จุดท่องเที่ยว 2. วัดคิโยมิสึ วัดน้ำใสแห่งเกียวโต วิวเมืองและใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยมากในฤดูใบไม้ร่วง

หลังจากเที่ยววัดโทฟุคุจิแล้ว เราจะเดินทางต่อไปยัง วัดคิโยมิสึ (Kiyomizudera Temple) หรือที่คนไทยคุ้นกันในชื่อ วัดน้ำใส และเราจะให้อิสระรับประทานอาหารกลางวันที่นี่ วัดแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต และเป็นวัดที่มีประวัติยาวนานมาก โดยก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 778 ก่อนที่เมืองเกียวโตจะถูกตั้งเป็นเมืองหลวงเสียอีก

ชื่อคิโยมิสึมีความหมายว่า “น้ำบริสุทธิ์” ซึ่งมีที่มาจากน้ำตก โอโตวาโนะทากิ (Otowa no Taki) ที่ไหลลงมาจากเนินเขาเข้าสู่บริเวณวัด ผู้คนเชื่อกันว่าน้ำจากที่นี่มีความเป็นสิริมงคล และในอดีตนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมต่อแถวเพื่อดื่มน้ำจากสายน้ำทั้งสามสาย วัดคิโยมิสึยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกเกียวโต และอาคารหลักของวัดก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น

จุดเด่นที่สุดของวัดคิโยมิสึคือระเบียงไม้ขนาดใหญ่ที่ยื่นออกจากอาคารหลัก เมื่อยืนอยู่บริเวณนี้จะสามารถมองเห็นวิวเมืองเกียวโตได้กว้างมาก โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง พื้นที่ด้านล่างและแนวต้นไม้รอบวัดจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลือง ทำให้ภาพของวัดไม้โบราณตัดกับสีของใบไม้ดูงดงามมาก ถ้าอากาศดีและแสงสวย จุดนี้ถือเป็นหนึ่งในมุมที่ถ่ายภาพแล้วได้บรรยากาศเกียวโตชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งครับ

เดินเล่นย่านทางขึ้นวัดคิโยมิสึ เสน่ห์ของร้านค้าเก่าและบรรยากาศเกียวโต อีกหนึ่งเสน่ห์ของการมาเที่ยววัดคิโยมิสึ คือเส้นทางเดินขึ้นวัดที่ผ่านย่านร้านค้าเก่าแก่ เช่นบริเวณ ซันเนนซากะ (Sannenzaka) และ นิเนนซากะ (Ninenzaka) ซึ่งเป็นตรอกหินและทางลาดที่เรียงรายด้วยร้านขนม ร้านชาเขียว ร้านของฝาก และร้านเครื่องปั้นดินเผา บรรยากาศของย่านนี้ทำให้การมาเที่ยววัดคิโยมิสึไม่ได้เป็นเพียงการเข้าชมวัด แต่เป็นการเดินสัมผัสเมืองเกียวโตในมุมที่มีชีวิตชีวามากขึ้น

ถ้ามาในช่วงฤดูท่องเที่ยว ย่านทางขึ้นวัดจะมีผู้คนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงบ่าย ดังนั้นควรเผื่อเวลาในการเดินขึ้นและเดินลง ไม่ควรวางแผนแบบกระชั้นชิดเกินไป เพราะบางช่วงอาจต้องเดินช้าตามจังหวะของคนจำนวนมาก จุดนี้ยังเหมาะสำหรับการซื้อของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือแวะชิมขนมญี่ปุ่นก่อนเดินทางต่อไปยังจุดถัดไป

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายภาพ แนะนำให้เลือกมุมที่เห็นแนวบ้านไม้ ร้านค้า และทางลาด เพื่อเก็บบรรยากาศเมืองเก่าเกียวโต ส่วนคนที่มากับคณะควรระวังเรื่องจุดนัดหมาย เพราะพื้นที่บริเวณนี้มีตรอกเล็ก ๆ และร้านค้าจำนวนมาก หากแยกกันเดินควรกำหนดเวลาและจุดรวมพลให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบกับโปรแกรมช่วงเย็นที่จะต้องเดินทางต่อไปจังหวัดมิเอะครับ

จุดท่องเที่ยว 3. เดินทางจากเกียวโต สู่มิเอะ เพื่อชมไฟประดับที่ นาบานะโนะซาโตะ (なばなの里 / Nabana no Sato)

หลังจากเที่ยววัดคิโยมิสึเรียบร้อยแล้ว เราจะเดินทางออกจากเกียวโต มุ่งหน้าไปยังจังหวัดมิเอะ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกียวโต ใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ทั้งนี้ระยะเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพการจราจรในแต่ละวัน จุดหมายช่วงเย็นของเราคือ นาบานะโนะซาโตะ (なばなの里 / Nabana no Sato) สวนดอกไม้และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในพื้นที่ Nagashima Resort เมืองคุวานะ จังหวัดมิเอะ

นาบานะโนะซาโตะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ โดยใช้เวลาเดินทางจากนาโกย่าประมาณ 30–45 นาที สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักทั้งในฐานะสวนดอกไม้ตามฤดูกาล และจุดชมไฟประดับฤดูหนาวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ในช่วงกลางวัน ที่นี่จะโดดเด่นด้วยดอกไม้และพรรณไม้หลากหลายชนิดที่ผลัดเปลี่ยนกันไปตามฤดูกาล เช่น ดอกบ๊วย ซากุระ ทิวลิป กุหลาบ เนโมฟีลา และไฮเดรนเยีย

แต่สำหรับโปรแกรมวันนี้ ไฮไลต์หลักของเราจะอยู่ในช่วงเย็นถึงค่ำ เพราะเมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด พื้นที่ภายในสวนจะค่อย ๆ เปลี่ยนบรรยากาศเป็นโลกของแสงไฟ Illumination สีสันสวยงาม การวางโปรแกรมให้มาถึงช่วงเย็นจึงค่อนข้างลงตัว เพราะเราไม่ต้องใช้เวลารอเปิดไฟนานเกินไป และยังมีโอกาสได้เห็นบรรยากาศสวนในช่วงเปลี่ยนผ่านจากแสงธรรมชาติไปสู่แสงไฟกลางคืนด้วยครับ และเมื่อไปถึงที่นี่ในช่วงเย็นๆ เราจะรับประทานอาหารใน ภัตาคาร ที่จองไว้ล่วงหน้า ก่อนเป็นอันดับแรกครับ ก่อนเดินเที่ยวภายในสวน

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืน ความโดดเด่นของ นาบานะโนะซาโตะ คือเทศกาลไฟประดับ หรือ Illumination ที่ใช้ไฟ LED จำนวนมหาศาลตกแต่งพื้นที่ภายในสวนให้กลายเป็นโลกแห่งแสง สี และเสียง บางโซนจะมีการจัดแสดงแสงไฟตามธีมหลัก ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบไปในแต่ละฤดูกาล ทำให้แม้คนที่เคยมาที่นี่แล้ว ก็ยังสามารถกลับมาเที่ยวซ้ำได้โดยได้บรรยากาศที่แตกต่างออกไป

หนึ่งในไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวรอชมมากที่สุดคือ อุโมงค์แห่งแสง (Tunnel of Light) ซึ่งเป็นทางเดินที่ประดับไฟต่อเนื่องเป็นแนวยาว เมื่อเดินผ่านอุโมงค์นี้จะรู้สึกเหมือนถูกล้อมด้วยแสงไฟรอบตัว เป็นมุมที่ถ่ายภาพง่ายและสร้างความประทับใจได้มาก โดยเฉพาะสำหรับครอบครัว คู่รัก หรือกลุ่มเพื่อนที่อยากได้ภาพบรรยากาศอบอุ่นในช่วงกลางคืน

นอกจากอุโมงค์ไฟแล้ว ภายในนาบานะโนะซาโตะยังมีพื้นที่จัดแสดงไฟบริเวณสวนดอกไม้ ต้นไม้คู่สูงประมาณ 18 เมตร และพื้นที่ธีมหลักที่เป็นจุดไฮไลต์ของแต่ละปี สำหรับโปรแกรมปี 2026 งาน Illumination มีกำหนดจัดตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2026 ถึง 31 พฤษภาคม 2027 อย่างไรก็ตาม เวลาเปิดไฟ รูปแบบการแสดง และรายละเอียดกิจกรรมอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของสถานที่ จึงควรตรวจสอบข้อมูลใกล้วันเดินทางอีกครั้งครับ หลังจากเที่ยวเสร็จเราจะนำท่านกลับ เดินทางเข้าสู่ที่พักที่ COURTYARD BY MARRIOTT NAGOYA หรือเทียบเท่า เพื่อพักผ่อนหลังจากเดินทางและท่องเที่ยวมาเต็มวันครับ

คำแนะนำสำหรับการเที่ยวโทฟุคุจิ คิโยมิสึ และนาบานะโนะซาโตะในวันเดียว

โปรแกรมวันที่สามเป็นวันที่มีการเดินค่อนข้างเยอะ และมีการเปลี่ยนบรรยากาศจากวัดในเกียวโตไปสู่สวนไฟประดับในจังหวัดมิเอะ ดังนั้นรองเท้าจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก แนะนำให้เลือกคู่ที่เดินสบายและยึดเกาะดี เพราะช่วงเช้าที่โทฟุคุจิและช่วงบ่ายที่คิโยมิสึจะมีทั้งทางเดินในวัด ทางลาด ทางหิน และบางจุดอาจต้องเดินตามฝูงชน ส่วนช่วงค่ำที่นาบานะโนะซาโตะ พื้นที่ในสวนอาจมีความชื้นหรืออากาศเย็นลงหลังพระอาทิตย์ตก

เรื่องเสื้อผ้าก็ควรเตรียมให้เหมาะกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนระหว่างวัน ช่วงกลางวันในเกียวโตอาจเดินสบาย แต่ช่วงเย็นที่เดินชมไฟในสวนเปิดโล่ง อากาศอาจเย็นกว่าที่คิด โดยเฉพาะปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นฤดูหนาว ควรมีเสื้อกันลม ผ้าพันคอ หรือเสื้อคลุมที่หยิบใช้ได้ง่าย การเตรียมตัวแบบนี้จะช่วยให้เดินชมไฟได้สบายขึ้น ไม่ต้องรีบกลับขึ้นรถเพราะหนาวเกินไป

สำหรับการถ่ายภาพ ช่วงเช้าที่โทฟุคุจิเหมาะกับภาพใบไม้แดงและสถาปัตยกรรมวัดเซน ช่วงบ่ายที่คิโยมิสึเหมาะกับภาพวัดไม้ วิวเมือง และย่านเมืองเก่า ส่วนช่วงค่ำที่นาบานะโนะซาโตะควรปรับกล้องหรือมือถือให้เหมาะกับแสงน้อย หากใช้มือถือ แนะนำให้เปิดโหมดกลางคืนหรือจับเครื่องให้นิ่งขณะถ่าย สำหรับกล้องถ่ายภาพ ควรเตรียมเลนส์ไวด์หรือเลนส์ช่วงกลาง และแบตเตอรี่สำรอง เพราะอากาศเย็นอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ

เที่ยววันที่สี่ นาโกย่า โครันเค โอบาระ และเดินทางสู่คาวาคูจิโกะ | Day 4 Korankei, Obara Shikizakura & Kawaguchiko

วันที่สี่ของทริปนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของเส้นทาง ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี เพราะเป็นวันที่เราจะได้ชมสองภาพฤดูใบไม้ร่วงที่มีเอกลักษณ์มากในจังหวัดไอจิ นั่นคือ ใบไม้แดงที่โครันเค (Korankei) และ ซากุระ 4 ฤดูที่โอบาระ (Obara Shikizakura) ซึ่งเป็นจุดที่พิเศษมาก เพราะในช่วงเวลาที่เหมาะสม เราจะมีโอกาสเห็นทั้งใบไม้เปลี่ยนสีและดอกซากุระบานอยู่ในทริปเดียวกัน

หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม COURTYARD BY MARRIOTT NAGOYA เรียบร้อยแล้ว เราจะออกเดินทางจากตัวเมืองนาโกย่า มุ่งหน้าไปยังเมืองอะสุเกะ (Asuke) เมืองเล็ก ๆ ในเขตเมืองโทโยตะ จังหวัดไอจิ เพื่อชมความงามของหุบเขาโครันเค จากนั้นช่วงบ่ายเดินทางต่อไปยังเมืองโอบาระ เพื่อชมซากุระสี่ฤดู ก่อนเดินทางยาวต่อไปยังจังหวัดยามานาชิ ซึ่งเป็นพื้นที่ของภูเขาไฟฟูจิและทะเลสาบคาวาคูจิโกะ

ถ้ามองในแง่ของการจัดเส้นทาง วันนี้เป็นวันที่ต้องออกเดินทางค่อนข้างเป็นเวลา เพราะระยะทางช่วงท้ายวันจากไอจิไปยามานาชิค่อนข้างไกล แต่ความคุ้มค่าคือเราจะได้เก็บสองจุดใบไม้เปลี่ยนสีที่มีบุคลิกต่างกันมากในวันเดียวกัน โครันเคจะให้ภาพหุบเขา เมเปิล สะพาน และแม่น้ำ ส่วนโอบาระจะให้ภาพซากุระสีชมพูอ่อนบานพร้อมใบไม้แดง ซึ่งเป็นบรรยากาศที่หาได้ไม่ง่ายในญี่ปุ่นครับ

จุดท่องเที่ยว 1. โครันเค หุบเขาใบไม้เปลี่ยนสี ชื่อดังของ จังหวัดไอจิ

จุดแรกของวันนี้คือ โครันเค (Korankei) หุบเขาชื่อดังในเมืองอะสุเกะ จังหวัดไอจิ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดของภูมิภาคชูบุ บริเวณนี้ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไอชิโคเง็น และมีภูเขาอีโมริเป็นฉากสำคัญ ความโดดเด่นของโครันเคคือแนวต้นเมเปิลจำนวนมากที่กระจายอยู่ตามทางเดิน ริมแม่น้ำ และเชิงเขา ทำให้เมื่อถึงช่วงพีคของฤดูใบไม้ร่วง พื้นที่ทั้งหุบเขาจะกลายเป็นสีแดง ส้ม เหลือง และน้ำตาลทองอย่างสวยงาม

ว่ากันว่าต้นเมเปิลของโครันเคถูกปลูกมาตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยมีจำนวนราว 4,000 ต้น จึงไม่แปลกที่ที่นี่จะกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับการชมใบไม้แดงในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤศจิกายน เสน่ห์ของโครันเคไม่ได้อยู่แค่สีของใบไม้ แต่ยังอยู่ที่องค์ประกอบของภูมิประเทศ ทั้งสะพาน แม่น้ำ ทางเดิน และอาคารเก่าในย่านอะสุเกะที่ช่วยให้ภาพรวมดูมีบรรยากาศแบบญี่ปุ่นชนบทมากขึ้น

เมื่อเดินเข้าสู่บริเวณโครันเค จะรู้สึกได้ว่าที่นี่ไม่ใช่แค่จุดถ่ายภาพเร็ว ๆ แล้วกลับขึ้นรถ แต่เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการเดินเล่น ชมวิว และค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศ ถ้าอากาศดี แสงแดดช่วงสายจะช่วยให้สีของใบเมเปิลดูสดขึ้นมาก โดยเฉพาะใบสีแดงและสีส้มที่ตัดกับท้องฟ้าและแม่น้ำด้านล่าง สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ แนะนำให้เตรียมเลนส์มุมกว้างสำหรับเก็บภาพหุบเขา และเลนส์ช่วงกลางสำหรับเจาะรายละเอียดใบไม้หรือสะพานครับ บริเวณทางเดินใกล้โครันเคมักมีร้านอาหารท้องถิ่นและของกินตามฤดูกาล เช่น ขนมย่าง ของทอดร้อน ๆ หรือเมนูง่าย ๆ ที่เหมาะกับอากาศเย็นในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี สำหรับกรุ๊ปทัวร์ที่มีเวลาจำกัด อาจไม่ได้เดินลึกเข้าเมืองมากนัก แต่บรรยากาศระหว่างทางก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่น และช่วยให้การเที่ยวช่วงเช้ามีสีสันมากขึ้น

หลังจากอิสระให้เดินชมและถ่ายภาพที่โครันเคเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมจะพาไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านท้องถิ่น ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะมาก เพราะหลังจากเดินชมใบไม้แดงในอากาศเย็น ๆ การได้พักรับประทานอาหารร้อน ๆ ก่อนเดินทางต่อไปโอบาระ จะช่วยให้มีแรงสำหรับโปรแกรมช่วงบ่ายครับ

จุดท่องเที่ยว 2. โอบาระ ซากุระ 4 ฤดู ที่บานพร้อมใบไม้แดง

ช่วงบ่ายเราจะออกเดินทางต่อไปยัง เมืองโอบาระ (Obara) ซึ่งอยู่ในเขตเมืองโทโยตะ จังหวัดไอจิ จุดเด่นของโอบาระคือ ซากุระ 4 ฤดู หรือ Shikizakura ซากุระพันธุ์พิเศษที่สามารถบานได้ปีละ 2 ครั้ง คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ และอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งช่วงหลังนี้เองที่ทำให้โอบาระเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีเอกลักษณ์มาก เพราะดอกซากุระสีชมพูอ่อนจะบานพร้อมกับใบไม้แดงของฤดูใบไม้ร่วง

ภาพที่โอบาระจึงแตกต่างจากจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีทั่วไป เพราะเราไม่ได้เห็นเพียงสีแดง ส้ม และเหลืองของใบไม้ แต่จะมีสีชมพูอ่อนของซากุระแทรกอยู่ในภูเขาและเนินเขา ทำให้บรรยากาศดูนุ่มนวลและพิเศษมาก สำหรับนักท่องเที่ยวที่เคยชมซากุระฤดูใบไม้ผลิแล้ว การมาเห็นซากุระบานในฤดูใบไม้ร่วงจะให้ความรู้สึกแปลกใหม่ และเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำในทริปญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี

ในแต่ละปีจะมีงาน Obara Shikizakura Matsuri หรือเทศกาลชมซากุระสี่ฤดูที่โอบาระ โดยปกติจัดในช่วงเดือนพฤศจิกายน ภายในงานมีร้านอาหารท้องถิ่น การแสดง และกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มบรรยากาศให้คึกคัก จุดนี้เหมาะกับการเดินเล่น ถ่ายภาพ และชมวิวเนินเขาที่มีทั้งซากุระและใบไม้แดงอยู่ในภาพเดียวกัน เป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้เส้นทางวันนี้แตกต่างจากทริปใบไม้เปลี่ยนสีทั่วไปอย่างชัดเจนครับ

Senmi Shikizakura no Sato และ Obara Fureai Park จุดชมซากุระสี่ฤดูที่ควรแวะ

สำหรับโปรแกรมวันนี้ จุดแวะแรกในโอบาระคือ Senmi Shikizakura no Sato หรือ Four Seasons Cherry Blossoms ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระสี่ฤดูที่มีชื่อเสียงของพื้นที่นี้ เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณนี้ เราจะเห็นต้นซากุระกระจายอยู่ตามเนินเขา ผสมกับสีของใบไม้เปลี่ยนสี เป็นภาพที่ดูละมุนและมีเอกลักษณ์มาก โดยเฉพาะในวันที่อากาศเปิดและแสงสวย ภาพของซากุระสีชมพูอ่อนกับใบไม้สีแดงจะดูโดดเด่นมากเป็นพิเศษ

หลังจากนั้น หากเวลาและสภาพการจราจรเอื้ออำนวย เราอาจแวะต่อที่ Obara Fureai Park ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 4.3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 5–10 นาที จุดนี้ก็เป็นอีกพื้นที่ยอดนิยมสำหรับชมซากุระสี่ฤดูและใบไม้เปลี่ยนสี บรรยากาศจะต่างจาก Senmi Shikizakura no Sato เล็กน้อย และเหมาะกับการเก็บภาพเพิ่มเติมในกรณีที่อยากได้มุมหลากหลาย

ข้อดีของการจัดให้มีสองจุดคือช่วยเพิ่มโอกาสในการเจอสภาพดอกซากุระและใบไม้ที่สวยในช่วงเวลานั้น เพราะธรรมชาติแต่ละพื้นที่อาจพีคไม่พร้อมกันร้อยเปอร์เซ็นต์ บางจุดดอกซากุระอาจแน่นกว่า บางจุดใบไม้แดงอาจสวยกว่า การมีแผนสำรองหรือจุดแวะเพิ่มเติมจึงช่วยให้โปรแกรมยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ หากวันนั้นคนเยอะหรือการจราจรช้า อาจต้องเลือกจุดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบการเดินทางไปยามานาชิในช่วงเย็นครับ

เดินทางจากไอจิสู่ยามานาชิ เพื่อเข้าพักที่คาวาคูจิโกะ : หลังจากเที่ยวโอบาระเรียบร้อยแล้ว เราจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดยามานาชิ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลายคนรู้จักกันดีในฐานะจังหวัดที่ตั้งของ ภูเขาไฟฟูจิ และ ทะเลสาบคาวาคูจิโกะ (Kawaguchiko) การเดินทางช่วงนี้ถือเป็นช่วงเดินทางยาวของวัน จึงควรใช้เวลาบนรถเพื่อพักผ่อน หลังจากเดินเที่ยวและถ่ายภาพมาตั้งแต่ช่วงเช้า

เส้นทางจากไอจิไปยามานาชิจะค่อย ๆ เปลี่ยนบรรยากาศจากพื้นที่เมืองและภูเขาในจังหวัดไอจิ ไปสู่พื้นที่รอบภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งถ้าอากาศดีและเดินทางถึงในจังหวะเหมาะสม บางช่วงอาจเริ่มเห็นบรรยากาศของภูเขาและทะเลสาบที่เป็นเอกลักษณ์ของยามานาชิ การเดินทางมาพักที่คาวาคูจิโกะในคืนนี้ จึงเป็นการเตรียมเข้าสู่เส้นทางฟูจิอย่างเต็มตัวในวันถัดไป

ช่วงค่ำ โปรแกรมจะรับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร ของโรงแรม ที่พัก Mifujien Hotel หรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นที่พักในย่านคาวาคูจิโกะ บรรยากาศของคืนนี้จะต่างจากคืนก่อนที่นาโกย่า เพราะเราจะเริ่มเข้าสู่โซนธรรมชาติรอบภูเขาไฟฟูจิ อากาศจะเย็นลงอย่างรู้สึกได้ โดยเฉพาะในช่วงปลายพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม จึงควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อมสำหรับการพักผ่อนและโปรแกรมวันถัดไป

เที่ยววันที่ห้า ยามานาชิ คาวากุจิโกะ อุโมงค์เมเปิ้ล คามาคุระ และชินจูกุ | Day 5 Kawaguchiko Maple Corridor, Kamakura Daibutsu & Shinjuku

วันที่ห้าของทริปนี้ เป็นวันที่บรรยากาศการเดินทางค่อย ๆ เปลี่ยนจากธรรมชาติรอบภูเขาไฟฟูจิ ไปสู่เมืองเก่าใกล้ทะเลอย่างคามาคุระ และปิดท้ายด้วยความคึกคักของกรุงโตเกียว โดยช่วงเช้าเราจะเริ่มต้นที่ คาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) เพื่อชม อุโมงค์เมเปิ้ล หรือ Maple Corridor Kawaguchiko หนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงมากบริเวณทะเลสาบคาวากุจิโกะ

เส้นทางวันนี้ค่อนข้างสวยในเชิงบรรยากาศ เพราะช่วงเช้าเป็นภาพของใบเมเปิ้ลสีแดง ส้ม และเหลือง ท่ามกลางอากาศเย็นริมทะเลสาบ หากวันนั้นท้องฟ้าเปิดและภูเขาไฟฟูจิปรากฏให้เห็น ก็จะเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจมาก จากนั้นช่วงกลางวันเราจะเดินทางต่อไปยัง คามาคุระ (Kamakura) เพื่อชมพระใหญ่แห่งคามาคุระ หรือ Kamakura Daibutsu ก่อนเข้าสู่โตเกียวและอิสระช้อปปิ้งย่านชินจูกุในช่วงเย็น

วันนี้จึงเป็นวันที่รวม 3 อารมณ์ของญี่ปุ่นไว้ในวันเดียว คือ ธรรมชาติและใบไม้เปลี่ยนสีที่คาวากุจิโกะ ประวัติศาสตร์และศรัทธาที่คามาคุระ และสีสันของเมืองใหญ่ที่ชินจูกุ การจัดเส้นทางแบบนี้เหมาะมากสำหรับทริปที่เดินทางจากโอซาก้าสู่โตเกียว เพราะเราจะค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะจากเมืองธรรมชาติรอบฟูจิ เข้าสู่เขตเมืองใหญ่ โดยยังมีจุดเที่ยวสำคัญให้แวะชมระหว่างทางครับ

จุดท่องเที่ยว 1. อุโมงค์เมเปิ้ล คาวากุจิโกะ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสี ริมทะเลสาบคาวากุจิโกะ

หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราจะเดินทางไปยัง Maple Corridor Kawaguchiko หรือที่หลายคนเรียกว่า อุโมงค์เมเปิ้ลคาวากุจิโกะ จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดังบริเวณทะเลสาบคาวากุจิโกะ ที่นี่เป็นทางเดินริมคลองเล็ก ๆ ซึ่งสองข้างทางเรียงรายด้วยต้นเมเปิ้ลจำนวนมาก เมื่อเข้าสู่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี บริเวณนี้จะถูกปกคลุมด้วยสีแดง ส้ม เหลือง และน้ำตาลทองอย่างสวยงาม

เสน่ห์ของอุโมงค์เมเปิ้ลไม่ได้อยู่แค่สีของใบไม้เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่บรรยากาศโดยรอบที่เงียบ สงบ และมีกลิ่นอายของเมืองพักผ่อนริมทะเลสาบ หากเดินในช่วงเช้า อากาศจะเย็นสดชื่น แสงยังไม่แข็งจนเกินไป และมีโอกาสได้ภาพใบเมเปิ้ลในโทนอบอุ่นกำลังดี จุดนี้เหมาะมากสำหรับการเดินเล่นช้า ๆ ถ่ายภาพ และสัมผัสบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงของคาวากุจิโกะอย่างใกล้ชิด

ในช่วงเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสี บริเวณนี้อาจมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงสายและวันหยุด หากต้องการถ่ายภาพให้ได้มุมโล่ง ควรเผื่อเวลารอจังหวะ หรือเลือกมุมถ่ายภาพที่ใช้แนวใบเมเปิ้ลเป็นฉากหน้าและฉากหลัง โดยไม่จำเป็นต้องยืนตรงกลางทางเดินตลอดเวลา การถ่ายภาพแบบเก็บรายละเอียดใบไม้ กิ่งเมเปิ้ล หรือทางเดินในมุมเฉียง จะช่วยให้ได้ภาพที่ดูมีมิติมากขึ้นครับ

จุดท่องเที่ยว 2. คาวากุจิโกะในฤดูใบไม้ร่วง เสน่ห์ของทะเลสาบ ภูเขาไฟฟูจิ และใบเมเปิ้ล

คาวากุจิโกะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความนิยมมากสำหรับการชมภูเขาไฟฟูจิ เพราะมีทะเลสาบเป็นฉากหน้า และมีจุดชมวิวหลายมุมรอบทะเลสาบ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง บรรยากาศของคาวากุจิโกะจะพิเศษขึ้นมาก เพราะสีของใบไม้เปลี่ยนสีช่วยเพิ่มมิติให้กับภาพฟูจิ ทำให้ทิวทัศน์ดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวากว่าช่วงฤดูอื่น

หากสภาพอากาศเป็นใจ บริเวณรอบทะเลสาบคาวากุจิโกะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ชัด โดยเฉพาะช่วงเช้าที่อากาศยังนิ่งและเมฆยังไม่มากนัก แต่ต้องทำความเข้าใจว่า ฟูจิเป็นภูเขาที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศอย่างมาก บางวันอาจเห็นชัดตลอดเช้า บางวันอาจเห็นเพียงช่วงสั้น ๆ หรือถูกเมฆบังเกือบทั้งวัน ดังนั้นการวางโปรแกรมให้มาถึงพื้นที่คาวากุจิโกะตั้งแต่คืนก่อน ถือเป็นจังหวะที่ดี เพราะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้เห็นฟูจิในช่วงเช้า

สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากถ่ายภาพ แนะนำให้เตรียมทั้งเลนส์ไวด์สำหรับเก็บภาพวิวกว้าง และเลนส์ช่วงกลางสำหรับถ่ายรายละเอียดใบเมเปิ้ลหรือภาพบุคคลกับฉากหลังใบไม้แดง หากใช้มือถือ ควรเช็ดเลนส์ให้สะอาดก่อนถ่าย เพราะในอากาศเย็นอาจมีไอน้ำหรือฝ้าบาง ๆ เกาะบนเลนส์ได้ง่าย และควรเผื่อแบตเตอรี่สำรองไว้ เพราะอากาศเย็นบริเวณคาวากุจิโกะอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติครับ

เดินทางจากคาวากุจิโกะสู่คามาคุระ เปลี่ยนบรรยากาศจากฟูจิสู่เมืองเก่าใกล้ทะเล : หลังจากชมอุโมงค์เมเปิ้ลคาวากุจิโกะเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมจะพาไปรับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร ก่อนเดินทางต่อไปยังเมืองคามาคุระ จังหวัดคานางาวะ เส้นทางช่วงนี้ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากพื้นที่ทะเลสาบและภูเขา เข้าสู่เมืองเก่าที่อยู่ใกล้ทะเลและมีประวัติศาสตร์ยาวนานของญี่ปุ่น

คามาคุระเคยเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของญี่ปุ่นในอดีต และยังคงมีวัด ศาลเจ้า และสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมหลงเหลืออยู่หลายแห่ง แม้ปัจจุบันจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เดินทางไม่ไกลจากโตเกียว แต่บรรยากาศของคามาคุระยังมีความสงบและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต่างจากความคึกคักของเมืองใหญ่ จุดที่เราจะเข้าชมในวันนี้คือ พระใหญ่แห่งคามาคุระ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้

การจัดให้แวะคามาคุระก่อนเข้าสู่โตเกียว ทำให้วันเดินทางนี้ไม่ใช่แค่การนั่งรถยาวจากคาวากุจิโกะไปโรงแรม แต่ยังมีจุดแวะที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และถ่ายภาพได้สวย เป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะจากธรรมชาติของฟูจิ ไปสู่เมืองวัฒนธรรม และปิดท้ายด้วยย่านช้อปปิ้งในโตเกียวอย่างลงตัวครับ

จุดท่องเที่ยว 3. พระใหญ่แห่งคามาคุระ Kamakura Daibutsu แห่งวัดโคโตกุอิน

ช่วงบ่ายเราจะเข้าชม พระใหญ่แห่งคามาคุระ (Kamakura Daibutsu) ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายใน วัดโคโตกุอิน (Kotoku-in Temple) หลายคนรู้จักองค์พระนี้ในชื่อ “ไดบุทสึ” หรือ Daibutsu ซึ่งแปลตรงตัวว่า “พระพุทธองค์ใหญ่” แต่ชื่อจริงของพระพุทธรูปองค์นี้คือ พระอมิตตาพุทธ นิโอยุราอิ (Amida Nyoyurai) เป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

องค์พระที่เห็นในปัจจุบันเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1252 มีความสูงขององค์พระประมาณ 11.3 เมตร หากรวมฐานจะสูงประมาณ 13.35 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 121 ตัน ลักษณะที่โดดเด่นคือองค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ไม่ได้อยู่ภายในอาคารเหมือนพระใหญ่หลายแห่งในญี่ปุ่น ทำให้เมื่อมองเห็นองค์พระพร้อมท้องฟ้าและต้นไม้โดยรอบ จะให้ความรู้สึกสงบ หนักแน่น และสง่างามมาก

ในอดีตองค์พระเคยมีอาคารครอบ แต่ภายหลังอาคารได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหลายครั้ง จนในที่สุดองค์พระจึงประดิษฐานกลางแจ้งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน จุดนี้เป็นหนึ่งในมุมถ่ายภาพสำคัญของคามาคุระ แนะนำให้ถ่ายทั้งภาพมุมกว้างที่เห็นองค์พระเต็มองค์ และภาพมุมต่ำเล็กน้อยเพื่อให้รู้สึกถึงขนาดและความสง่างามของพระใหญ่แห่งคามาคุระครับ

ข้อแนะนำเมื่อเที่ยวพระใหญ่คามาคุระและวัดโคโตกุอิน : พื้นที่ภายในวัดโคโตกุอินไม่ได้ใหญ่มากเมื่อเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ แต่เป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวตลอดวัน โดยเฉพาะช่วงบ่ายซึ่งเป็นเวลาที่หลายกรุ๊ปเดินทางมาถึงพร้อมกัน หากต้องการได้ภาพองค์พระแบบโล่ง ควรรอจังหวะเล็กน้อยบริเวณด้านหน้า หรือขยับมุมไปทางซ้ายและขวาเพื่อหลบกลุ่มนักท่องเที่ยว

การเดินชมภายในวัดใช้เวลาไม่ยาวมาก เหมาะกับการเป็นจุดแวะสำคัญระหว่างทางก่อนเข้าสู่โตเกียว แต่ควรใช้เวลาอย่างพอดี ไม่เร่งเกินไป เพราะสถานที่นี้มีบรรยากาศสงบและมีรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ หากเดินชมอย่างช้า ๆ จะรู้สึกได้ถึงความเรียบง่ายของวัดและความยิ่งใหญ่ขององค์พระในเวลาเดียวกัน

สำหรับการแต่งกายและการถ่ายภาพ ควรให้ความเคารพสถานที่ เพราะยังเป็นพื้นที่ทางศาสนา ไม่ควรส่งเสียงดังหรือถ่ายภาพในลักษณะที่ไม่เหมาะสม หากเดินทางเป็นคณะ ควรนัดหมายเวลาขึ้นรถให้ชัดเจน เพราะหลังจากจุดนี้เราจะเดินทางเข้าสู่โตเกียว ซึ่งการจราจรช่วงเย็นอาจใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้ครับ

จุดท่องเที่ยว 4. เข้าสู่โตเกียว อิสระช้อปปิ้งย่านชินจูกุ

หลังจากเที่ยวพระใหญ่แห่งคามาคุระเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมจะนำท่านเดินทางเข้าสู่กรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น และหนึ่งในเมืองที่มีพลังมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อรถเริ่มเข้าสู่พื้นที่โตเกียว บรรยากาศการเดินทางจะเปลี่ยนจากเมืองเก่าและวัดเงียบสงบ ไปสู่เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยอาคารสูง แสงไฟ ร้านค้า และผู้คนจำนวนมาก

คืนนี้เราจะเข้าพักที่ GROOVE SHINJUKU HOTEL หรือเทียบเท่า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ชินจูกุ หนึ่งในย่านสำคัญของโตเกียว หลังเช็กอินหรือจัดการสัมภาระเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมจะให้อิสระช้อปปิ้งและรับประทานอาหารค่ำตามอัธยาศัย ย่านชินจูกุมีทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านรองเท้า ร้านยา ร้านอาหาร อิซากายะ คาเฟ่ และร้านสะดวกซื้อจำนวนมาก เรียกได้ว่าเดินเล่นได้หลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อ

สำหรับคนที่อยากซื้อของฝากหรือเริ่มช้อปปิ้งก่อนวันสุดท้าย ชินจูกุเป็นจุดที่สะดวกมาก เพราะมีร้านค้าหลากหลายและเปิดค่อนข้างดึกเมื่อเทียบกับบางย่าน แต่ควรจดตำแหน่งโรงแรมไว้ให้ชัด หรือปักหมุดในมือถือก่อนออกเดินเล่น เพราะสถานีชินจูกุและย่านโดยรอบค่อนข้างใหญ่ มีทางออกจำนวนมาก หากไม่คุ้นเส้นทางอาจเดินวนหรือกลับผิดทางได้ง่ายครับ

เที่ยววันที่หก โตเกียว ถนนแปะก๊วยอิโชนามิกิ วัดอาซากุสะ AEON นาริตะ และเดินทางกลับไทย | Day 6 Tokyo Autumn, Asakusa & Narita Airport

วันที่หก หรือวันสุดท้ายของทริปนี้ เป็นวันที่เราจะค่อย ๆ ปิดเส้นทาง ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี จากโอซาก้าสู่โตเกียวอย่างสวยงาม โดยช่วงเช้าเราจะเริ่มต้นที่ ถนนแปะก๊วย อิโชนามิกิ (Jingu Gaien Icho Namiki / Namiki Avenue) หนึ่งในจุดชมใบแปะก๊วยสีเหลืองทองที่มีชื่อเสียงที่สุดของโตเกียว จากนั้นเดินทางต่อไปยังย่านอาซากุสะ เพื่อเข้าชม วัดเซ็นโซจิ หรือวัดอาซากุสะ ก่อนปิดท้ายด้วยการช้อปปิ้งที่ AEON Mall Narita และเดินทางสู่สนามบินนาริตะเพื่อกลับประเทศไทย

วันนี้เป็นวันที่จังหวะการเที่ยวค่อนข้างสบายกว่าวันก่อน ๆ เพราะไม่ต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดหลายช่วง แต่ยังคงมีจุดสำคัญให้เก็บบรรยากาศครบ ทั้งใบไม้เปลี่ยนสีในเมืองโตเกียว วัดเก่าแก่ที่เป็นสัญลักษณ์ของอาซากุสะ ถนนร้านค้าของฝาก และห้างใกล้สนามบินสำหรับซื้อของฝากรอบสุดท้าย

ถ้ามองในภาพรวม เส้นทางวันนี้ถือว่าเป็นการสรุปอารมณ์ของทริปได้ดีมาก เพราะเราจะได้เริ่มวันด้วยภาพใบแปะก๊วยสีเหลืองทองที่โตเกียว แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนไปสัมผัสบรรยากาศวัดเก่าและย่านการค้าดั้งเดิม ก่อนจบที่การช้อปปิ้งแบบสะดวกสบายใกล้สนามบิน เป็นวันสุดท้ายที่ไม่เร่งเกินไป แต่ยังมีความทรงจำสวย ๆ ให้เก็บกลับบ้านครับ

จุดท่องเที่ยว 1. ถนนแปะก๊วยอิโชนามิกิ จุดชมใบแปะก๊วยสีเหลืองทองกลางโตเกียว

หลังรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราจะออกเดินทางไปยัง ถนนแปะก๊วย อิโชนามิกิ (Jingu Gaien Icho Namiki) หรือที่หลายคนเรียกว่า ถนนสายแปะก๊วยโตเกียว จุดนี้ตั้งอยู่ในย่านเมจิจิงกุไกเอ็น (Meiji Jingu Gaien) และเป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบแปะก๊วยเปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโตเกียว

ความสวยของถนนสายนี้คือแนวต้นแปะก๊วยที่ปลูกเรียงรายอยู่สองฝั่งถนนอย่างเป็นระเบียบ เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ใบแปะก๊วยจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองทั้งแนว ทำให้ถนนธรรมดากลายเป็นอุโมงค์สีทองกลางเมืองใหญ่ บรรยากาศจึงต่างจากจุดชมใบไม้แดงตามภูเขาหรือวัดในเกียวโต เพราะที่นี่เป็นความงามของฤดูใบไม้ร่วงในเมืองโตเกียวที่ดูเรียบหรูและถ่ายภาพง่ายมาก

ในช่วงพีคของใบแปะก๊วย จะมีทั้งนักท่องเที่ยว ชาวโตเกียว คนมาวิ่งออกกำลังกาย คนปั่นจักรยาน และคนที่มานั่งจิบกาแฟริมถนน ทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวา หากต้องการถ่ายภาพให้สวย แนะนำให้มองหามุมที่เห็นแนวต้นแปะก๊วยเรียงเป็นเส้นลึกเข้าไปด้านใน หรือถ่ายจากฝั่งทางเดินให้เห็นใบไม้สีทองตัดกับถนนและอาคารโดยรอบ จะได้ภาพที่ให้ความรู้สึกเป็นโตเกียวในฤดูใบไม้ร่วงอย่างชัดเจนครับ

ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นคือช่วงเช้าหลังอาหารเช้า เพราะคนยังไม่หนาแน่นเท่าช่วงสายและช่วงบ่าย แสงเช้ามักจะนุ่มกว่า และอากาศยังเย็นสบาย เหมาะกับการเดินถ่ายภาพแบบไม่เร่งรีบ สำหรับคนที่ชอบภาพบุคคล แนะนำให้เลือกเสื้อผ้าโทนเข้ม สีขาว สีครีม หรือสีแดงอมน้ำตาล จะช่วยให้ตัวแบบเด่นขึ้นเมื่ออยู่ท่ามกลางฉากหลังสีเหลืองทอง

อย่างไรก็ตาม จุดนี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่มีทั้งคนเดิน รถ และจักรยาน จึงควรระวังเวลาเดินถ่ายภาพ ไม่ควรหยุดถ่ายกลางถนนหรือขวางทางผู้อื่นนานเกินไป หากเดินทางเป็นคณะ ควรกำหนดจุดนัดหมายให้ชัด เพราะช่วงใบแปะก๊วยเปลี่ยนสีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และบริเวณนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Aoyama-Itchome Station ทำให้ผู้คนเข้าออกพื้นที่ค่อนข้างต่อเนื่องครับ

จากถนนแปะก๊วยสู่ย่านอาซากุสะ เปลี่ยนบรรยากาศจากโตเกียวสมัยใหม่สู่เมืองเก่า : หลังจากเดินเล่นและถ่ายภาพที่ถนนแปะก๊วยเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมจะพาเดินทางต่อไปยังย่าน อาซากุสะ (Asakusa) ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของโตเกียว จากบริเวณถนนแปะก๊วยไปยังอาซากุสะใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ 20 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรในวันนั้น

จุดท่องเที่ยว 2. วัดอาซากุสะ หรือวัดเซ็นโซจิ สัญลักษณ์สำคัญของโตเกียว

เมื่อเดินทางถึงย่านอาซากุสะ จุดหลักที่เราจะเข้าชมคือ วัดอาซากุสะ (Asakusa Kannon) หรือชื่อทางการคือ วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji Temple) วัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในวัดที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของโตเกียว โดยเป็นที่เคารพของผู้คนมายาวนาน และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนอยากมาเยือนเมื่อเดินทางมาถึงโตเกียว

ในอดีต วัดอาซากุสะเป็นวัดที่เหล่าโชกุนและซามูไรมักมาสักการะพระโพธิสัตว์คันนอนเพื่อขอพร ด้วยความศรัทธาที่สืบทอดต่อกันมา ทำให้วัดแห่งนี้มีความสำคัญทั้งในด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม แม้ปัจจุบันจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนคึกคัก แต่เมื่อเดินเข้าไปยังบริเวณวัด ก็ยังสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์และบรรยากาศแบบวัดญี่ปุ่นดั้งเดิม

จุดที่เป็นภาพจำของวัดอาซากุสะคือ ประตูคามินาริมง (Kaminarimon Gate) หรือประตูฟ้าฟาด ซึ่งมีโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่แขวนอยู่ตรงกลาง โคมนี้สูงประมาณ 3.9 เมตร กว้างประมาณ 3.3 เมตร และหนักประมาณ 700 กิโลกรัม สองข้างของประตูมีรูปปั้นเทพผู้พิทักษ์ ได้แก่ ฟูจิน เทพแห่งสายลม และไรจิน เทพแห่งสายฟ้า เป็นจุดถ่ายภาพที่ไม่ควรพลาด และมักเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเข้าสู่ถนนนากามิเสะครับ

ถนนนากามิเสะ แหล่งของฝาก ขนม และบรรยากาศคึกคักก่อนเข้าวัด : จากประตูคามินาริมง เดินต่อเข้าไปจะพบกับ ถนนนากามิเสะ (Nakamise Street) ถนนร้านค้าสายสำคัญที่เชื่อมจากประตูใหญ่ไปยังพื้นที่วัดเซ็นโซจิ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของฝาก ขนมญี่ปุ่น ของที่ระลึก และสินค้าสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม เช่น พวงกุญแจ ตุ๊กตาแมวกวัก ร่มญี่ปุ่น ชุดกิโมโน ของตกแต่ง และขนมพื้นเมืองหลากหลายชนิด

เสน่ห์ของถนนนากามิเสะคือบรรยากาศที่คึกคักมาก โดยเฉพาะในช่วงสายถึงบ่าย นักท่องเที่ยวจะเดินต่อเนื่องตลอดทาง หากมีเวลา แนะนำให้ค่อย ๆ เดินดูของฝาก หรือแวะชิมขนมอย่างเซมเบ้ มันจู ขนมไส้ถั่วแดง และขนมท้องถิ่นอื่น ๆ ซึ่งหลายร้านทำสดใหม่และเหมาะสำหรับซื้อกลับไปฝากคนที่บ้าน

เนื่องจากถนนนากามิเสะมีผู้คนจำนวนมาก ควรระวังเรื่องเวลาและจุดนัดหมาย หากเดินทางเป็นคณะ ไม่ควรแยกเดินนานเกินไป เพราะมีร้านค้าจำนวนมากและทางเดินค่อนข้างหนาแน่นในบางช่วง แนะนำให้กำหนดจุดรวมพลบริเวณใกล้ประตูหรือพื้นที่กว้างก่อนเดินต่อไปยังจุดถัดไป เพื่อให้โปรแกรมวันสุดท้ายเป็นไปอย่างราบรื่นครับ

จุดท่องเที่ยว 3. AEON Mall Narita จุดช้อปปิ้งสุดท้ายก่อนเดินทางสู่สนามบินนาริตะ

หลังจากเที่ยววัดอาซากุสะเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมจะเดินทางต่อไปยัง AEON Mall Narita เพื่อให้อิสระรับประทานอาหารกลางวันและช้อปปิ้งก่อนเดินทางกลับประเทศไทย จุดนี้เป็นการจัดเส้นทางที่ค่อนข้างสะดวก เพราะ AEON Mall Narita ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินนาริตะ ทำให้สามารถใช้เวลาช่วงท้ายของทริปในการซื้อของฝากและพักผ่อนก่อนเช็กอินได้อย่างเหมาะสม

ภายใน AEON Mall Narita มีร้านค้าหลากหลาย ทั้งสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง ร้านยา ของใช้ในชีวิตประจำวัน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านของฝาก และสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่นยอดนิยม นอกจากนี้ยังมีโซนร้านอาหารและคาเฟ่ให้เลือกหลายแบบ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรับประทานอาหารกลางวันแบบสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการเดินทางกลับ

ข้อดีของการแวะ AEON ก่อนสนามบินคือสามารถซื้อของฝากที่อาจมีราคาหรือขนาดให้เลือกหลากหลายกว่าร้านในสนามบิน เช่น ขนมญี่ปุ่น ชาเขียว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องปรุง ของใช้ในบ้าน และของฝากแบบแพ็กใหญ่ แต่ควรคำนึงถึงน้ำหนักกระเป๋าและเวลาที่ต้องออกเดินทางไปสนามบินด้วย เพราะหลังจากช้อปปิ้งแล้วจะต้องจัดของและเตรียมเอกสารสำหรับเช็กอินครับ

เตรียมตัวก่อนเช็กอินที่สนามบินนาริตะ : ตามโปรแกรม วันนี้จะออกเดินทางจาก AEON Mall Narita ไปยังสนามบินนาริตะประมาณ 14.35 น. และถึงสนามบินประมาณ 15.00 น. เพื่อทำการเช็กอินสำหรับเที่ยวบินกลับประเทศไทย การเผื่อเวลาแบบนี้ถือว่าเหมาะสม เพราะสนามบินนาริตะเป็นสนามบินขนาดใหญ่ มีขั้นตอนทั้งเช็กอิน โหลดกระเป๋า ตรวจความปลอดภัย และตรวจคนออกเมือง ซึ่งอาจใช้เวลามากขึ้นในช่วงที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก

ก่อนออกจาก AEON ควรตรวจสอบพาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง และของเหลวที่ซื้อเพิ่มเติมให้เรียบร้อย หากมีสินค้าที่ต้องทำ Tax Free ควรเตรียมใบเสร็จหรือเอกสารไว้ให้พร้อม รวมถึงจัดของที่เพิ่งซื้อให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้ต้องรื้อกระเป๋าหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน

เที่ยวบินขากลับตามโปรแกรมคือสายการบินไทย เที่ยวบิน TG677 ออกเดินทางจากสนามบินนาริตะเวลา 17.30 น. และเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 22.30 น. โดยสวัสดิภาพ หลังจากเที่ยวต่อเนื่องหลายวัน เส้นทางวันนี้จึงเป็นการปิดทริปแบบค่อย ๆ ผ่อนจังหวะ ตั้งแต่ชมใบแปะก๊วยตอนเช้า ไหว้พระอาซากุสะ ซื้อของฝาก และเดินทางกลับพร้อมความประทับใจครับ

โปรแกรมทัวร์ใบไม้เปลี่ยนสี ที่น่าสนใจ

  • หยิบใส่ตะกร้า

    ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี 2026 ตามรอยใบไม้แดง จาก โอซาก้า ถึง โตเกียว | JAPAN AUTUMN 7 วัน 5 คืน | บินTG

    ฿115,900

Thank you for reading this post. Don't forget to follow! | express opinions or suggestions

TravelProTeam

Recent Posts

This website uses cookies.